" Only love is real"

" Only love is real"

*Chapter 1*


There is someone special for everyone. Often there are two or three or even four.They come from different generations.They travel across oceans of time and the depths of heavenly dimension to be with you again.They come from the other side ,from heaven.They look different ,but ur heart knows them.Your heart has held them in arms like yours in the moon-filled deserts of Eyept and the ancient plains of
Mongolia.
You have ridden together in the armies for forgetten warrior-generals,and you have lived together in
the sand-covered caves of the Ancient Ones.You are bonded together throughout eternity,and you will never alone.


Your head my interface : "i do not know you." Your heart knowsHe takes your hand for the first time, and the memory of his touch transcends time n sends a joit
through every atom of your being .She looks into your eyes,and you see a soul companion across centuries.Your stomach turns up side down.Your arms are gooseflesh.Everything outside this moment loses its importance.


He may not recognize you,even though you have finally met again,even though you know him.You can feel the bond.You can see the potiential,the future. But he does not.His fear,his intellect,his problems keep a veil over his heart's eyes.He doesn't not let you help him sweep the veil aside.You mourn and grieve,and he moves on.Destiny can be delicate.


When both recognize each other,no valcano could erupt with more passion.The energy released is tremendous.


Soul recognition may be immediate.A sudden feeling of familiarity,of knowing this new person at depths far beyond what the conscious mind could know.At depths usually reserved for the most intimate family members.Or even deeper than that.Intuitively knowing what to say, how they will react.A feeling of safety and a trust far greater than could be earned in only one day or one week or one month.


Soul recognition may be subtle n slow.A dawning of awareness as the veil is gently lifted.Not everyone is ready to see right away.There is a timing at work ,and patience may be necessary for the one who see first.


You may be awakened to presence of your soul companion by a look, a dream,a memory,a feeling.You may be awakened by the touch of his hands or the kiss of her lips,and your soul is jolted back to life.


The touch that awakens may be that of your child ,of a parent, of a sibling ,or of a true friend.Or it may be your beloved,reaching across the centuries, to kiss you once again and remind you that you are together always , to the end of time.
Brian L. Weiss.


*********************************


"...คู่แท้ที่จำกันได้อาจจะเกิดแค่เบาบางและอาจจะช้ามาก ราวอรุณรุ่งแห่งความรู้แจ้ง เมื่อม่านบังตาค่อยๆเปิดขึ้นช้าๆ ไม่ใช่ทุกคู่ทุกคนที่เห็นแล้วก็รู้ได้ในทันที มันต้องใช้เวลา และต้องใช้ความอดทนที่จะรอสำหรับฝ่ายที่เห็นมันได้ก่อน...การเลือกทำอย่างหนึ่งอย่างใด หรือไม่ทำเลยขึ้นอยู่กับจิตใจอิสระของคนทั้งคู่เท่านั้น เขาเลือกกันเอง คู่ที่ตื่นน้อยอาจเลือกตัดสินใจตามสมองบัญชาจากความกลัวหรืออคติ...แล้วโชคร้ายนักที่การตัดสินใจเยี่ยงนี้มักจบลงด้วยหัวใจที่แหลกสลาย..." พุทธศาสนาสอนให้เราเชื่อในเรื่องกฏแห่งกรรม คนทุกคนมีกรรมที่ตนเป็นผู้ก่อ...และมีผลแห่งกรรมที่ตนจะต้องเป็นผู้รับสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันล้วนแล้วแต่เป็นผลที่เกิดขึ้นจากอดีต...จากสิ่งที่เราเคยก่อขึ้น " ...บางครั้งคู่แท้ของเราก็ตอบสนองและยังว่างรอเราอยู่...แต่เราอยู่กับเขาหรือเธอแล้วทุกข์...หลายครั้งที่คนเป็นเนื้อคู่อาจตัดสินใจไม่ลงเอยที่การแต่งงานกัน ทั้งที่เกิดตามกันแล้วในชาตินี้ ...ทั้งสองคนได้พบเจอกัน อยู่ด้วยกันจนภารกิจในการพบเจอกันเสร็จสิ้นสมบูรณ์แล้ว ดังนั้นจึงแยกทางไปมีชีวิตใหม่ กำหนดการของพวกเขา แผนที่จะเรียนรู้บทเรียนชีวิตของพวกเขาตลอดทั้งชีวิตแตกต่างกัน จึงไม่อยากหรือไม่จำเป็นจะต้องผูกชีวิตทั้งชีวิตไว้ด้วยกัน ...นี่ไม่ใช่โศกนาฏกรรมเป็นเพียงเรื่องของการเรียนรู้เท่านั้น เราร่วมมีชีวิตชั่วอนันตกาล หากแต่บางคราวเราจำต้องแยกชั้นเรียนชีวิตคนละวิชา..."มันไม่ใช่โศกนาฏกรรม แต่เป็นเพียงการเรียนรู้เท่านั้น นี่คือสิ่งที่ต้องเกิด...และจำเป็นต้องเกิดขึ้น มันไม่ได้เกิดขึ้นอย่างไม่มีเหตุผล...ไม่มีเงื่อนไข...ไม่ใช่การพบกันเพื่อความว่างเปล่าหากทุกอย่างล้วนแล้วแต่เกิดขึ้นอย่างมีวัตถุประสงค์ในตัวของมันเอง"...Soul Relationship หรือ สายสัมพันธ์ทางวิญญาณ ก็เหมือนกับต้นไม้ใหญ่ ที่มีใบนับพันๆใบ ประดาใบที่อยู่บนก้านเดียวกันกับเราจะใกล้ชิดผูกพันกับเรามากที่สุดเราอาจจะแบ่งปันประสบการณ์ชีวิต ประสบการณ์ทางดวงวิญญาณในหมู่พวกเราได้...เราอาจจะเคยพบดวงวิญญาณอื่นที่อยู่ไกลจากเรา แต่อยู่ลำต้นเดียวกันมาแล้ว ในชาติภพก่อนๆก็ได้ คนเหล่านั้นอาจจะมามีสัมพันธ์กับเราหลากหลายรูปแบบ การที่เขาเข้ามาในชีวิตเราอาจจะสั้นมาก...แต่การได้รู้จักคนๆนั้นอาจช่วยเราหรือช่วยเขา หรือกระทั่งช่วยทั้งสองคนให้เรียนรู้อะไรในชีวิตก็ได้ ...ความสัมพันธ์ระหว่างเรามิอาจวัดด้วยกาลเวลาว่าพบกันยาวนานเพียงไรหากแต่วัดกันด้วยบทเรียนที่เราได้รับจากการพบกันว่าเป็นเช่นไรต่างหาก..."มนุษย์ทุกคนล้วนเกิดมาอย่างมี Purpose of Life หรือ วัตถุประสงค์ของชีวิต สิ่งที่เราต้องพบและต้องกระทำล้วนสืบเนื่องและเกี่ยวพันกับวัตถุประสงค์ที่ถูกกำหนดไว้แล้วนั้นทุกคนมีภารกิจของตัวเองที่จะต้องกระทำให้เสร็จสิ้นในชาติภพที่ตัวเองเกิดมาโชคชะตาได้กำหนดทุกสิ่งทุกอย่างเอาไว้โดยที่เราไม่มีทางหลีกเลี่ยงเปโดรเคยรักและพลัดพรากจากเอลิซาเบธมาหลายชาติหลายภพ บางชาติทั้งสองเกิดเป็นพ่อลูกกัน บางชาติเป็นพี่น้องกัน บางชาติเป็นคู่รักกัน ทั้งสองผูกพันกันแนบแน่น หากก็ยังมีคนอื่นที่ผูกพันกับชีวิตและได้อยู่ร่วมกันยาวนานกว่า นี่อาจเป็นสิ่งที่บอกได้ว่าคู่แท้ไม่จำเป็นต้องเกิดเพื่อเป็นคู่รักกันทุกชาติทุกภพ ไม่จำเป็นต้องอยู่ร่วมกันตลอดกาลนาน หรือบางทีอาจไม่จำเป็นต้องพบกันเลยก็ได้ในบางชาติ พรหมลิขิตจะทำงานด้วยตนเอง โดยไม่ต้องให้มนุษย์ไปคอยกระตุ้น เพราะทุกอย่างล้วนถูกขีดเส้นไว้แล้ว เช่นเดียวกับเรื่องราวของเปโดรและเอลิซาเบธ แม้ดร.ไวส์จะพยายามช่วยให้ทั้งสองได้พบกันอย่างไรก็ไร้ผล หากมันยังไม่ถึงเวลาและยังไม่ใช่สถานที่ที่โชคชะตาได้กำหนดเอาไว้ทุกอย่างคือ Destiny ชะตากรรมยิ่งใหญ่ที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของมนุษย์ชั่วนิรันดร์"...รักคือพลังที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก รักเติบโตและผลิบานได้ แม้ในคืนที่หนาวเยือก กลางสถานภาพที่โหดร้ายที่สุด รักเกิดได้ในทุกหนแห่ง และทุกเวลา ..รักคือดอกไม้ซึ่งผลิได้ไม่เลือกฤดูกาล..." เราไม่มีสิทธิ์เลือกรับหรือปฏิเสธใครที่ก้าวผ่านเข้ามาในชีวิต และเราก็ไม่มีทางที่จะรู้ล่วงหน้าเลยว่าการที่ใครซักคนก้าวเข้ามาในชีวิตเราจะมีผลกระทบให้ชีวิตเราทุกข์หรือสุขมากน้อยเพียงใดในอนาคตสายสัมพันธ์ทางวิญญาณโยงใยให้เราต้องพบ ต้องรู้จักกับใครต่อใครในหลากหลายรูปแบบ แม้จะมีความสัมพันธ์ต่อกันเพียงระยะเวลาสั้นๆ และอาจไม่ได้พบเจอกันอีกแล้วตลอดชาตินี้หากเราและคนๆนั้นก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของเวทีชีวิตแห่งพรหมลิขิตไปแล้วอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงการพบกันของเรามีจุดประสงค์ การจากกันของเราก็มีจุดประสงค์ อย่างน้อยแค่เราได้รู้ว่าการพบกันของเราไม่ได้ไร้ความหมาย หากเป็นการพบกันที่มีคุณค่าและมีประโยชน์ต่อชีวิตของกันและกัน มันก็น่าจะพอแล้วไม่ใช่หรือ?ตลอดเวลาที่เราคบกัน ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน เราทำอะไรหลายอย่างให้กันและกันมามากมายเกินกว่าที่จะเป็นแค่คนรู้จักที่ผ่านมาและผ่านไปและนี่เองที่เป็นคำตอบของคำถามมากมายที่ว่า...ทำไมเราต้องพบกัน...ทำไมเราต้องรักกัน...ทำไมน่ะหรือ? ก็เพราะมันคือภารกิจแห่งชีวิตน่ะสิ! ไม่ว่าการพบกันครั้งนี้มันจะลงเอยอย่างไร เราก็จำเป็นจะต้องพบกัน...อยู่ร่วมกัน จนกว่าภารกิจนั้นจะจบสิ้นลงและเมื่อเวลาสำหรับเราหมดลง การจากพรากก็ย่อมเกิดขึ้น บางทีเราอาจเป็นเพียง Soul Companion ที่เกิดมาเพื่อทำหน้าที่บางอย่างให้แก่กันเท่านั้นก็ได้

**คำแปลได้มาจากนี้นะคะ http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=joobjib&group=87

.. พรหมลิขิต .. ทำให้เจอคนที่ไม่น่าเจอ .. จากอย่างไม่น่าจาก ..

พรหมลิขิต .. ทำให้เจอคนที่ไม่น่าเจอ .. ทำให้จากอย่างไม่น่าจาก ..
เวลาเราต้องเลิกคบกับใคร .. บางบทีเราก็เลิกกันแบบแปลก ๆ
แบบที่ไม่น่าทำให้เราเลิกกันได้..
นั่นคงเป็นเพราะสวรรค์คิดรูปแบบไม่ออก
ใครว่างมงาย.. แต่ฉันเชื่อในพรหมลิขิต
หลายคู่ที่เจอกัน..แล้วก็มักบอกว่า..มันเป็นเรื่องบังเอิญ
หลายคนอยู่กันคนละขอบโลกแต่ก็ยังมาเจอกันได้
ฉันเชื่อว่าเขาสร้างคู่ให้เรามาแล้ว..อยู่ที่ว่าจะเจอกันด้วยวิธีไหน
ประเภทไม่ใชคู่..ทำทุกวิถีทางยังไงก็ไม่มีวันได้มาเป็นคู่
หรือใครจะมาเป็นคู่เรา..มาเป็นคู่เราอยู่วันยังค่ำ
งั้นก็ไม่ต้องไปทำอะไรสิ..
ฉันว่าถ้าเรารักใคร .. ไม่มีใครอยู่เฉยได้เพราะความรักหรอก
หากเราไปด้วยกันไม่ได้กับคนนี้..นั่นคือบทสรุปของคนที่ไม่ใช่
เพื่อเตรียมตัวเดินทางไปเจอคนที่ใช่ต่อไป
รีบ ๆ ปาดน้ำตา..เพราะคนที่แน่กว่ารออยู่ข้างหน้า ..
การเดินทางครั้งนี้ได้สิ้นสุดลง ... เรากำลังจะเริ่มต้นเดินทางใหม่ .. กับใครซักคน .. ที่ใช่ซะที ..

สแตค (Stack)

สแตค (Stack)
สแตคเป็นโครงสร้างข้อมูลที่มีลักษณะแบบลำดับ (sequential) คือการกระทำกับข้อมูลจะกระทำที่ปลายข้างเดียวกันที่ส่วนปลายสุดของสแตค การกระทำกับข้อมูลของสแตคประกอบไปด้วยการนำเข้าข้อมูลเข้า (PUSH) ที่ส่วนบนสุดของสแตค และการนำข้อมูลออก (POP) ที่ส่วนบนสุดของสแตคเช่นกัน ในการจะ Push ข้อมูลเข้าก็ต้องตรวจสอบด้วยว่าข้อมูลในสแตคเต็มหรือไม่ หากสแตคเต็มก็จะไม่สามารถ Push หรือนำข้อมูลเข้าได้ เช่นเดียวกับการ Pop ข้อมูลออกก็ต้องตรวจสอบด้วยว่ามีข้อมูลอยู่ในสแตคหรือไม่ หากไม่มีข้อมูลอยู่ในสแตคหรือสแตคว่าง (empty stack) ก็ไม่สามารถ pop ได้
การนำข้อมูลเข้า-ออก จากสแตค (push , pop) จะมีลักษณะแบบเข้าหลัง ออกก่อน (LIFO : Last In , First Out) คือ ข้อมูลที่เข้าไปในสแตคลำดับหลังสุด จะถูกนำข้อมูลออกจากสแตคเป็นลำดับแรก ยกตัวอย่างการทำงานแบบ LIFO เช่น การวางจานซ้อนกัน
รูปแสดงลักษณะของสแตค ที่ประกอบด้วยข้อมูล A , B , C , D และ E มี TOP ที่ชี้ที่สมาชิกตัวบนสุดของสแตค
Operation ของสแตค
การเพิ่มข้อมูลลงในสแตค (pushing stack)
การดึงข้อมูลออกจากสแตค (popping stack)
การเพิ่มข้อมูลลงในสแตค
การเพิ่มข้อมูลลงในสแตค คือ การนำเข้ามูลเข้าสู่สแตคโดยทับข้อมูลที่อยู่บนสุดของสแตค ข้อมูลจะสามารถนำเข้าได้เรื่อยๆ จนกว่าสแตคจะเต็ม สมมติว่าสแตคจองเนื้อที่ไว้ N ตัว ถ้าหากค่า TOP เป็น 0 แสดงว่าสแตคว่าง หากค่า TOP = N แสดงว่าสแตคเต็มไม่สามารถเพิ่มข้อมูลลงในสแตคได้อีก
จากรูปแสดง การ Push ข้อมูล ABC ลงในสแตคที่มีการจองเนื้อที่ไว้ N ตัว โดยมี TOP ชี้ข้อมูลตัวที่เข้ามาล่าสุด โดยค่าของ TOP จะเพิ่มขึ้นทุกครั้งเมื่อมีข้อมูลเข้ามาในสแตค

การดึงข้อมูลออกจากสแตค
ก่อนที่จะดึงข้อมูลออกจากสแตคต้องตรวจสอบก่อนว่าสแตคมีข้อมูลอยู่หรือไม่ หรือว่าเป็นสแตคว่าง (Empty Stack) การใช้ สแตค เพื่อแปลรูปนิพจน์ทางคณิตศาสตร์
รูปแบบนิพจน์ทางคณิตศาสตร์
• นิพจน์ Infix คือ นิพจน์ที่เครื่องหมายดำเนินการ (Operator) อยู่ระหว่างตัวดำเนินการ (Operands) เช่น A+B-C
• นิพจน์ Prefix คือ นิพจน์ที่เครื่องหมายดำเนินการ (Operator) อยู่หน้าตัวดำเนินการ (Operands) เช่น +-AB
• นิพจน์ Postfix คือ นิพจน์ที่เครื่องหมายดำเนินการ (Operator) อยู่หลังตัวดำเนินการ (Operands) เช่น AC*+
ลำดับการทำงานของตัวดำเนินการทางคณิตศาสตร์ (Operator Priority)
มีการลำดับความสำคัญของตัวดำเนินการจากลำดับสำคัญมากสุดไปน้อยสุด คือ ลำดับที่มีความสำคัญมากที่ต้องทำก่อน ไปจนถึงลำดับที่มีความสำคัญน้อยสุดที่ไว้ทำทีหลัง ดังนี้

ทำในเครื่องหมายวงเล็บ
เครื่องหมายยกกำลัง ( ^ )
เครื่องหมายคูณ ( * ) , หาร ( / )
เครื่องหมายบวก ( + ) , ลบ ( - )

ตัวอย่างนิพจน์ทางคณิตศาสตร์และลำดับการคำนวณ
อัลกอริทึมการแปลงนิพจน์ Infix เป็น นิพจน์ Postfix
เราสามารถแปลงนิพจน์ Infix ให้เป็น Postfix ได้โดยอาศัยสแตคที่มีคุณสมบัติการเข้าหลังออกก่อนหรือ LIFO โดยมีอัลกอริทึมในการแปลงนิพจน์ ดังนี้

1. ถ้าข้อมูลเข้า (input) เป็นตัวถูกดำเนินการ (operand) ให้นำออกไปเป็นผลลัพธ์ (output)

2. ถ้าข้อมูลเข้าเป็นตัวดำเนินการ (operator) ให้ดำเนินการดังนี้
2.1 ถ้าสแตคว่าง ให้ push operator ลงในสแตค
2.2 ถ้าสแตคไม่ว่าง ให้เปรียบเทียบ operator ที่เข้ามากับ operator ที่อยู่ในตำแหน่ง TOP ของสแตค
2.2.1 ถ้า operator ที่เข้ามามีความสำคัญมากกว่า operator ที่ตำแหน่ง TOP ของสแตคให้ push ลงสแตค
2.2.2 ถ้า operator ที่เข้ามามีความสำคัญน้อยกว่าหรือเท่ากับ operator ที่อยู่ในตำแหน่ง TOP ของสแตค ให้ pop สแตคออกไปเป็นผลลัพธ์ แล้วทำการเปรียบเทียบ operator ที่เข้ามากับ operator ที่ตำแหน่ง TOP ต่อไป จะหยุดจนกว่า operator ที่เข้ามาจะมีความสำคัญมากกว่า operator ที่ตำแหน่ง TOP ของสแตค แล้วจึง push operator ที่เข้ามานั้นลงสแตค

3. ถ้าข้อมูลเข้าเป็นวงเล็บเปิด ให้ push ลงสแตค

4. ถ้าข้อมูลเข้าเป็นวงเล็บปิด ให้ pop ข้อมูลออกจากสแตคไปเป็นผลลัพธ์จนกว่าจะถึงวงเล็บ เปิด จากนั้นทิ้งวงเล็บเปิดและปิดทิ้งไป

5. ถ้าข้อมูลเข้าหมด ให้ pop ข้อมูลออกจากสแตคไปเป็นผลลัพธ์จนกว่าสแตคจะว่าง
ตัวอย่างการแปลงนิพจน์ Infix เป็นนิพจน์ Postfix
นิพจน์ A + B * C


นิพจน์ (A * B) + (C / D)

นิพจน์ A / B + (C – D)

นิพจน์ (A + B) * ( C ^ D – E ) * F

วิธีแต่งโค้ดใช้ใน hi5

1. ส่วนต่างๆ ของ Hi5 (พอสังเขปนะ)
body คือ หน้าใหญ่สุดของเพจรองจาก html
#top_header คือ แท็บบนสุด
#search_table คือ ช่องด้านบนขวามือที่ค้นหา
#p_nav_header คือ แท็ปบนสุดที่ลองจาก header
#p_nav_primary คือ แถบข้างบนที่ลิ้งไปส่วนต่างๆของ Hi5
#profile-name คือ ส่วนของชื่อโปรไฟล์เรา
.profile-name .name strong คือ ชื่อโปรไฟล์เรา
.profile-nav .name span คือ ตัวนับคนที่ดู Hi5 ของเรา
#profile-nav คือ แท็ปที่อยู่ใต้โปรไฟล์เน็มที่ลิ้งไปส่วนต่างๆของ Hi5
.about-column คือช่องข้อมูลส่วนตัวหรือที่เราเรียกโปรไฟล์กัน มี 3 ส่วนใหญ่คือ
#about-left ช่องซ้ายที่มีรูปเรา
#about-center ช่องกลางที่มีข้อมูลส่วนตัวของเรา
#about-right ช่องขวาที่มีแถบสถิติอยู่
#user-details .footer คือ footer ที่อยู่ใต้โปรไฟล์ส่วนตัวของเรา กำหนดรูปลงไปเองได้( ปกติจะไม่เห็น)
#recent-updates คือ ช่อง update ข้อมูลแต่ล่ะครั้ง(บางคนปิดทิ้งเพราะรกป่าวๆ)
#lifestyle คือ กล่อง lifestyle ปกติอยู่ทางด้านซ้ายมือ
#Interests คือ กล่อง Interests อยู่ทางด้านซ้ายมือ
#user-fives คือ กล่อง fives ของเรา
#friends คือ กล่องเพื่อนของเรา
#photoAlbums คือ ช่องอัลบั้มรูปของเรา
#comments คือส่วนของคอมเม้น TEXTAREA คือ ส่วนของช่องที่เพื่อนเขียนข้อความหาเราหรือกล่องคอมเม้นนั่นเอง
#footer คือ ช่องที่อยู่ล่างสุดของ page เราสามารถใส่รูปเข้าแทนที่ได้
2. คำสั่งที่จะนำมาใส่ในโค้ด
2.1 คำสั่งพื้นหลังรูปภาพ Background พื้นหลัง รูปภาพ Background
ใส่รูปหรือ พื้นหลัง background-image:url (------)
ทำ-ไม่ทำ ซ้ำภาพให้เต็ม selector background-repeat: repeat ,no-repeat
ล็อกพื้นหลัง - เลื่อนตาม scrollbar background-attachment: fixed ,srcoll
กำหนดสีพื้น - ทำใส background-color: color, transparent
กำหนดตำแหน่งรุปภาพ background-position:
ตำแหน่งของรูปภาพ กำหนด % ,px เทียบแกน x y เช่น 50% 0%; จะแสดงที่บน กลาง
กำหนด top right left bottom เทียบ y x เช่น top center; จะแสดงที่ บน กลาง top
การใส่รวมคำสั่ง background:url(---) color fixed repeat 50% 0%;
2.2 เส้นกรอบ เส้นกรอบ
Border border-color: สีกรอบ ;
boder-width: ความกว้างของเส้น ;
border-style: รูปแบบ;
การใส่รวมคำสั่ง
border:style width color;
2.3 สี Color สี Color กำหนดได้ 3 แบบ
กำหนดตามชื่อภาษาอังกฤษ color:red, white, black, gray, yellow, green......
กำหนดตามเลขฐาน 16 color:#CC0055 ....
กำหนดตามเลขฐานสิบ color:rgb(200,50,0)
2.4 อักษร Font ตัวอักษร
Font font-family: รูปแบบตัวอักษร ดูได้จาก word
font-size: ขนาด เป็น px pt pc em mm cm in ... กำหนดความหนา บาง font-weight: normal, lighter, bold, bolder กำหนด ปกติ - เอียง 45 องศา - เอียง font-style: normal, oblique, italic
กำหนดพิมพ์เล็ก พิมพ์ใหญ่ ในภาษาอังกฤษ font-variant: normal, small-caps
การใส่รวม font: family variant weight style size;
2.5 การจัดวางรูปแบบ จัดกลาง ซ้าย ขวา เต็มพื้นที่ text-align: center, left, right, justify
จัดตามแนวตั้ง บน ล่าง กลาง vertical-align: top, bottom, middle
การจัดตำแหน่งของ selector position:relative
จะใช้คู่กับ left: --px, em, %, pt, in, .....
top:
right:
bottom:
จัดตำแหน่งห่ างจากขอบ
margin-left:
margin-right:
margin-top: margin-bottom:
การใส่คุณสมบัติรวม
margin:top right bottom left;
margin: 5px 40px 2px 9px;
2.6 คำสั่งอื่นๆ letter-spacing: 3px;
ตัวอักษรห่ าง 3px word-spacing: 5px;
คำห่ าง 5px display: none;
ไม่แสดง selector นั้นๆเลย visibility: hidden;
ไม่แสดง selector นั้นๆ แต่เหลือพื้นที่ไว้ display: block;
ให้ selector นั้นเป็น block ห้ามซ้อน selector
3. รูปแบบการวางโค้ด 4. ตัวอย่างของการแต่งโค้ดนะคะ สมมุติเราต้องการที่จะใส่พื้นหลังให้กล่องคอมเม้นท์ ด้วยการใส่รูป ใส่ชนิดกรอบ ใส่สีเส้นกรอบ ความกว้าง ความสูง แบบอักษร ขนาดและสีอักษรที่กล่องคอมเม้นท์ วิธีเขียน 1. เราต้องกลับขึ้นไปดูว่ากล่องคอมเม้นท์เค้าเรียกกันว่าอะไร คำตอบคือ TEXTAREA 2. คำสั่งของการใส่รูปเป็นพื้นหลังคือ background-image:url (…..) 3. คำสั่งที่ใช้เกี่ยวกับกรอบ คือ border – style : ใส่ชนิดกรอบ สีของเส้นกรอบ ความกว้างของเส้นกรอบ border – width: ระบุความกว้าง px 4. ขนาดและสีอักษรคำสั่งคือ font – size: ระบุขนาดอักษร px ;color: # ใส่รหัสสี 5. กำหนดความสูงให้กล่อง height : ความสูง px กำหนดความกว้างให้กล่อง width : ความกว้าง px 6. ระหว่างคำสั่งของแต่ละคำสั่งต้องคั่นด้วย ; เมื่อนำคำสั่งมาวางรวมในรูปแบบโค้ด โค้ดที่ได้ที่จะนำไปวางใน customize profile จากโค้ดที่ได้ถ้าเราจะเอาไปใช้กับโปร์ไฟล์ช่องซ้ายมือ (ที่มีรูปเรา) ก็เพียงแค่เปลี่ยนจาก textarea เป็น #about-left แค่นี้เองค่ะ วิธีการทำโค้ดอื่นๆ ก็เป็นแบบเดียวกัน ดังนั้นถ้าใครอยากแต่ง hi5 เป็นก็ต้องศึกษาส่วนต่างๆ ของ hi5 และคำสั่งต่างๆก่อนนะคะ หาข้อมูลเพิ่มเติมที่นี่นะ
รหัสสี http://board.zuzaaclub.com/index.php?topic=63.0
วิธีหา url http://board.zuzaaclub.com/index.php?topic=554.0
ชนิดกรอบ http://board.zuzaaclub.com/index.php?topic=246.0
ของตกแต่ง http://board.zuzaaclub.com/index.php?board=16.0

array

Array เป็นโครงสร้างข้อมูลที่ประกอบด้วยกลุ่มของตัวแปรที่เป็นค่าอะไรก็ได้ แต่ต้องมีชนิดเดียวกัน ข้อมูลแต่ละตัวใน Array เรียกว่าสมาชิกของ array การอ้างถึงจะเรียกชื่อตัวแปร array แล้วตามด้วยหมายเลขดัชนี (index) ของสมาชิกที่ต้องการอ้างถึง โดยสมาชิกตัวแรกจะแทนด้วยลำดับหมายเลข 0 สมาชิกตัวที่2 แทนด้วยลำดับหมายเลข 1 ..จน ถึงลำดับที่ n
การประกาศค่าตัวแปร array แบบ static คือ การกำหนดจำนวนสมาชิกของ array ตั้งแต่ตอนประกาศตัวแปร arrayรูปแบบ [] [= ] [, [=] …]; [];ตัวอย่าง int [] array = new int[10]; int array[] = new int[10];การกำหนดค่าให้กับสมาชิกใน Array A(4) กำหนดดังนี้
A(0) = 5A(1) = 3A(2) = 27 A(3) = 19A(4) = 36
Array หลายมิติ (Multidimontional Array) ประกอบด้วยแถวลำดับที่มี index อ้างอิงหลายตัว ตัวอย่าง Array 2 มิติ (two dimontional Array) ยู่ในรูปของตารางคือมี index หลักและindexแถว อยู่ในรูปชื่อตัวแปรArray(indexหลัก,indexแถว)
A(2, 4)
จากรูปตัวแปรArray A มีจำนวนหลัก(Column ) ของตาราง 3หลักมีจำนวนแถว มีจำนวนแถว(Row)4หลัก (เนื่องจากในArray สมาชิกแต่ละตัวจะนับเริ่มจาก 0)A(0,0) คือ สมาชิก Array A หลักที่ 0 แถวที่ 0 มีค่า 6A(1,0) คือ สมาชิก Array A หลักที่ 1 แถวที่ 0 มีค่า 22A(2,0) คือ สมาชิก Array A หลักที่ 2 แถวที่ 0 มีค่า 10A(0,1) คือ สมาชิก Array A หลักที่ 0 แถวที่ 1 มีค่า 32A(1,3) คือ สมาชิก Array A หลักที่ 1 แถวที่ 3 มีค่า 2 เป็นต้น
ตัวอย่าง การกำหนด Array A(2,3) โดยใช้ภาษา java ได้ด้วยInt [][] a = new int[2][3];
DEMO

การคำนวณเนื้อที่สำหรับเก็บ Array
มีค่าพารามิเตอร์ดังนี้B = ตำแหน่งหน่วยความจำเริ่มต้น (Base Address)S = ขนาดข้อมูลของสมาชิกแต่ละตัว (Component Size)d = จำนวนมิติของ Array (dimension)L = ค่าต่ำสุดของดัชนี (Lower Bound)U = ค่าสูงสุดของดัชนี (Upper Bound)สูตร
S * (U1-L1+1) * (U2-L2+1) * …..*(Ud-Ld+1)
ตัวอย่างการคำนวณเนื้อที่สำหรับจัดเก็บ ArrayA(0..4) โดยเนื้อที่ในการจัดเก็บ Integer = 4 ไบต์ (S=4) ดังนั้นการจัดเก็บจะใช้เนื้อที่4(4-0+1) = 20 ไบต์

พอยน์เตอร์ Pointer
การจัดสรรเนื้อที่ในหน่วยความจำแบ่งเป็น 2 แบบคือ1. แบบสแตติก คือ เนื้อที่ในหน่วยความจำถูกจัดสรรหรือจองไว้สำหรับตัวแปร ก่อนการประมวลผล (execute) นั่นคือระหว่างการแปล (compile) ตัวแปรที่ได้ถูกนิยามไว้แล้วจะได้รับการจัดสรรหน่วยความจำทันทีที่ประกาศตัวแปร ถึงแม้ว่าตัวแปรจะยังไม่ได้ถูกใช้ในการเขียนคำสั่ง ซึ่งทำให้เสียเนื้อที่ในหน่วยความจำไป Array มีการจัดสรรเนื้อที่ หน่วยความจำแบบสแตติก เนื้อที่ในหน่วยความจำจะถูกจองไว้เท่ากับขนาดที่กำหนดไว้ใน Array ตัวอย่างเช่น int array[] = new int[50];ถึงแม้ตอนรันโปรแกรมกับข้อมูลจริงจะมีข้อมูลสำหรับ Array A เพียง 35 ตัว แต่ก็ต้องเสียเนื้อที่ในหน่วยความจำเท่ากับที่จองไว้ตั้งแต่ตอนประกาศ คือ 50 ตัว ซึ่งทำให้เราสูญเสียเนื้อที่ในหน่วยความจำไปโดยเปล่าประโยชน์2.แบบไดนามิก คือ ไม่ต้องกำหนดขนาดของข้อมูลก่อนการ compile สามารถเรียกใช้เนื้อที่หน่วยความจำได้ขณะทำงาน เนื่องจากไม่ต้องจองเนื้อที่หน่วยความจำไว้มากเกินความจำเป็นที่จะต้องใช้ เป็นการจัดสรรเนื้อที่หน่วยความจำให้กับตัวแปรระหว่างประมวลผล ซึ่งตัวแปรที่มีคุณสมบัติดังกล่าวคือ ตัวแปรแบบพอยน์เตอร์ (pointer) จากการใช้ Array ซึ่งมีการจองเนื้อที่ในหน่วยความจำแบบสแตติกนี้เอง ทำให้การจองเนื้อที่ในหน่วยความจำไม่มีประสิทธิภาพ เช่น ต้องประกาศจำนวนเนื้อที่ที่ต้องการจองไว้มาก ถึงแม้ว่าเมื่อใช้งานจริงอาจจะใช้ไม่ถึง หรือว่าหากในการใช้งานจริงใช้เนื้อที่มากกว่าที่จองไว้ก็จะทำให้เกิดการ overflow ได้ นอกจากนั้นยังมีปัญหาอันเนื่องมากจากการที่ Array เป็นโครงสร้างแบบเรียงลำดับ (sequential) เช่น กรณีที่มีเรคคอร์ด 100 เรคคอร์ด หากเกิดต้องมีการลบข้อมูลเรคคอร์ดที่ 35 เรคคอร์ดที่อยู่ในลำดับที่ 36 – 100 ก็จะต้องถูกเลื่อนลำดับทั้งหมดภายใน Array คือ จากลำดับที่ 36 ก็มาแทนที่ เรคคอร์ด 35 จากลำดับที่ 37 ก็มาแทนที่ 36 ตามลำดับ และเช่นเดียวกันเมื่อต้องมีการแทรกเรคคอร์ดใหม่เข้าไปตรงกลาง Array เช่น เพิ่มเรคคอร์ดหลังลำดับที่ 65 ดังนั้นเรคคอร์ดลำดับ 66 ถึง 100 ก็ต้องขยับออกไป

คำสั่ง if...else

บทความในตอนนี้จะเป็นตอนต่อจากตอนที่แล้วนะครับ มาย้อนกันสักนิดนึงว่าในตอนที่แล้วเราได้กล่าวถึงคำสั่งแบบ simple if ไป ซึ่งจะเป็นการ ตรวจสอบเงื่อนไขว่าถ้าเป็นจริงจะเข้าไปทำงานในกลุ่มคำสั่งที่เรากำหนดไว้ แต่ถ้าเป็นเท็จจะข้ามไป ถ้าใครลืมลองย้อนกลับไปดูในบทความตอนที่แล้วนะครับสำหรับในตอนนี้ เราจะพูดถึงเงื่อนไขในแบบที่ 2 คือ if...else กันต่อเลยนะครับ2 .แบบ 2 เงื่อนไข (if...else) มีรูปแบบดังนี้ จากรูปแบบของคำสั่งจะเห็นว่าจะมีลักษณะการเขียนคล้ายกับแบบ simple if แต่จะมีการเพิ่มเติมคำว่า else เข้าไปด้วย ซึ่งการทำงานของคำสั่งแบบนี้นั้นจะทำการตรวจ สอบเงื่อนไขที่ if ก่อนว่าเป็นจริงหรือเท็จ โดยถ้าเป็นจริงจะไปทำงานในกลุ่มคำสั่งที่เรากำหนดไว้ใน if แต่ถ้าเป็นเท็จก็จะไปทำงานในกลุ่มคำสั่งที่อยู่ในส่วนของ else ซึ่งจะ เป็นเหมือนมีทางเลือก 2 ทางนั่นเอง ลองมาดูแผนภาพของคำสั่งแบบ if...else กันนะครับ
ดูจากแผนภาพแล้วจะเห็นว่าเมื่อเงื่อนไขเป็นจริงจะวิ่งเข้ามาทำตามกลุ่มคำสั่งที่เรากำหนดไว้ในกลุ่มแรก แต่ถ้าเงื่อนไขเป็นเท็จก็จะวิ่งเข้ามาที่กลุ่มคำสั่งของ else ในกลุ่มที่ 2 จากนั้นจึงค่อยมาทำที่คำสั่งในส่วนถัดมาของโปรแกรมต่อไป ลองมาดูตัวอย่างที่เป็นโปรแกรมกันเลยครับ
อธิบายโปรแกรม จากโปรแกรมใน main method จะประกาศตัวแปรไว้ 3 ตัวคือ x = 8 , y = 2 และตัวแปร z จากนั้นมาเจอคำสั่ง if โดยมีเงื่อไข ว่า x มากกว่าหรือเท่ากับ y ถ้าเงื่อนไขเป็นจริงจะเข้ามาทำคำสั่งภายในส่วนของ if ทันที คือให้หาค่าของ x-y และแสดงผลออกมา แต่ถ้าเงื่อนไขเป็นเท็จจะข้ามาทำส่วนของ else ของโปรแกรมคือ หาค่าของ x+y และแสดงผลออกมา เมื่อรันโปรแกรมนี้แล้วจะได้ผลลัพธ์คือ z = 10 นะครับ ให้ลองเปลี่ยนค่า x ให้น้อยกว่าค่า y ดูนะครับ แล้วลองรันโปรแกรมดูใหม่ครับว่า ผลออกมาจะเป็นอย่างไร?
ต่อไปผมจะมาเฉลยสิ่งที่ผมเคยถามไว้ในบทความคราวที่แล้วนะครับ ลองย้อนไปดูนะครับว่าผมทิ้งคำถามไว้ว่าอย่างไร สำหรับคนที่รู้แล้วก็อ่านผ่านไปได้เลยครับ สำหรับใคร ที่ยังไม่เคลียผมจะเฉลยให้ฟังว่า จากตัวอย่างที่ผมให้ไปคิดนั้นจะเห็นว่าผมไม่ได้ใส่เครื่องหมายปีกกาหลังจากที่ใช้คำสั่ง if ในกรณีนี้ถ้าหากว่าเงื่อนไขของ if เป็นจริงนั้นมันจะ ทำคำสั่งที่อยู่หลังจาก if เพียงแค่บรรทัดเดียวเท่านั้นครับ คือ z=x-y หลังจากนั้นก็จะทำคำสั่งในบรรทัดที่เหลือทั้งหมด เพราะมันจะมองว่าบรรทัดที่เหลือนั้นไม่ได้อยู่ในส่วน ของเงื่อยไข if นั่นเอง ดังนั้นถ้าคุณลองรันโปรแกรมดูจะเห็นว่า ไม่ว่าเงื่อนไขจะจริงหรือเท็จนั้นจะแสดงค่า z = ออกมา 2 ค่าเสมอ เราจึงควรระวังการใช้งานในส่วนนี้ให้ดี ด้วยนะครับ ให้ใช้เครื่องหมายปีกกาครอบคลุมให้ถูกที่ถูกทางไม่งั้นโปรแกรมเราจะทำงานผิดพลาดอย่างแน่นอน